โทร: 02-042-6324 \ 02-042-6342
โบท็อกกราม

โบท็อกกรามใหญ่

ปัจจุบัน การฉีดโบท็อกเพื่อลดขนาดกรามที่ใหญ่ หรือปรับรูปหน้าให้เล็กลง หรือดูคมมีมิติ เป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อยๆ จนดูเหมือนใครก็ฉีดกันไปแล้ว ในเมื่อเป็นแบบนี้สิ่งที่เราควรพิจารณาเวลาไปฉีดโบทูลินั่ม ทอกซิน หรือ โบท็อก (ชื่อยี่ห้อ ที่การเป็นคำเรียกทั่วไป) จึงเป็นสิ่งสำคัญการเลือก เพราะมันมีมากมายหลากหลายให้เลือก ดังนั้นเราควรรู้อะไรบ้าง เกี่ยวกับการฉีดโบท็อก โดยเฉพาะผู้ที่มีกรามใหญ่ ผมจะมาเล่าให้ฟัง ครับดังนี้

๑. กรามที่ใหญ่ของคุณนั้น

เป็นลักษณะกรามที่ใหญ่จากอะไร จากกระดูก จากกล้ามเนื้อ หรือจากไขมัน เพราะอย่างที่เราทราบ โบท็อกนั้นเข้าไปช่วยลดขนาดกล้ามเนื้อที่ใหญ่ หรือการยกกระชับหน้าที่มีลักษณะไขมันก็ได้ในเทคนิคการฉีดแบบ Lifting แต่แทบไม่ได้ช่วยอะไรเลยในกรณีของกระดูกกรามที่ใหญ่ ซึ่งคุณต้องผ่าตัดอย่างเดียวเท่านั้นครับ

๒.Q: ทำไมโบท็อก

แต่ละที่ราคาไม่เท่ากัน บางที่เหมาขวดราคาแค่ 7500 – 10000 บาท เป็นของอเมริกา 100 ยูนิท ? A: มันเป็นคำถามที่หาคำตอบได้ง่ายมากครับ “โกหกครับ” เอาง่ายๆครับ โบท็อกที่คลินิคผมนี่ใช้ปีนึงเกิน 600 ขวดทั้งของอังกฤษเเละอเมริกาครับ เรียกได้ว่าใช้มากกว่า คลินิคที่มีสาขา มากกว่า 40 สาขาใช้รวมกันซะอีกครับ สามารถตรวจสอบผ่าน บริษัทนำเข้าถูกกฏหมายได้ครับ ผมจะบอกว่า อย่างของอเมริกานี่ สั่งที 100 ขวด มาส่งทีละ30 ขวด ลองดูราคาที่รับมานะครับ อย่างของอมเริกา 30 ขวดที่มาส่แต่ละครั้งตก 352,500 บาท ตกขวดละ11,750 บาท นั่นแปลว่าเป็นไปไม่ได้เลยที่คุณจะฉีดโบท็อกในราคานั้นของอเมริกาครับ

๓.Q: BOTULINUM TOXIN

ของประเทศ A. ดีที่สุด จริงหรือ? A: มีความเชื่อหนึ่งที่มักจะปลูกฝังในหัวของประเทศผู้บริโภคโลกที่สาม คือ ของประเทศ A.ดีที่สุด ประเทศ A.เท่านั้นที่ได้ผล ..(เอ่อ ขอโทษครับ พวกคอมฯ มือถือที่คุณๆใช้ ชิปและประกอบในจีนและไต้หวันทั้งนั้นล่ะครับ) ….ง่ายๆ ….ผมว่าเรามาลองนึกกันดูนะครับ สมัยปี 2553 ที่รัฐบาลไทย ทำซีแอลยา (สิทธิของรัฐเหนือสิทธิบัตรยา (ซีแอล) ) ไทยดำเนินภายใต้กรอบ WTO ตอนนั้นประเทศ A.เองเรียกได้ว่าโดนตบหน้าฉาดใหญ่+โดนต่อว่ามากมาย ถึงการเอาเปรียบในเรื่องราคา ซึ่งจากปัญหาลิขสิทธ์ยาของประเทศ A.ที่ทำให้ยามีราคาสูงมากๆ เมื่อเปรียบเทียบกับกับยาของอินเดีย หรือของประเทศอื่นๆ มีการอ้างคำพูดว่ายาของประเทศ A.ดีกว่าประเทศอื่นๆอย่างนั้นอย่างนี้ พอทางบริษัทอินเดีย บางบริษัทเอารายงานยาของตนมาเทียบ ผลคือ “แทบไม่มีความแตกต่างกันเลยในผลการรักษา แถมบางตัวยังละลายดีกว่าด้วยซ้ำ แต่ราคาถูกกว่า สี่เท่า” นั่นหมายถึงอะไรครับ หมายถึงว่าเรากำลังถูกนำข้อมูลชวนเชื่อใส่หัวทั้งจากทางปาก ทางเน็ต หรือเล่าๆต่อกันมาว่าของประเทศนั้นสิดีกว่า ต้องยี่ห้อนี้ของประเทศนี้สิดีกว่า ในส่วนตัวผมใช้พาราเซตตามอลของ SARA ที่เป็นของไทย ผมเองก็ไม่เห็นว่ามันจะต่างอะไรกับบางยี่ห้อของประเทศ A.เลย อ้อ ต่างกันอย่างครับ ประเทศ A.แพงกว่า..แค่นั้นเอง ดังนั้นก็ต้องไปเทียบผลการรักษาระหว่างยี่ห้อต่างๆ สิ ปรากฏว่ายังไม่เคยมีใครทำมาอย่างจริงๆจังๆสักราย มีแต่ของแต่ละยี่ห้อที่ทำกันเองมาเปรียบเทียบเป็นเอกสารเวลาประชุมวิชาการหรือให้เซลล์มาขายยา ซึ่งแต่ละยี่ห้อก็บอกเลยว่า “ของยี่ห้อผมดีกว่า ยี่ห้อนั้น อย่างนั้นอย่างนี้ บลาๆๆๆๆ มากมาย” แต่ไร้ซึ่งข้อพิสูจน์ระยะยาว เทียบยูนิทต่อยูนิท คนต่อคนเลย แล้วอย่างนี้จะเทียบได้อย่างไรว่ายี่ห้อไหนดีที่สุด ร่ายมายาว คำตอบคือ ตอบไม่ได้หรอกครับว่ายี่ห้อไหนดีที่สุด เพราะแต่ละยี่ห้องมีข้อดี ข้อเสียที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน แต่เท่าที่เคยใช้ (ความเห็นส่วนตัว) มาผมชอบ CS-BOT ในด้านผลของการฉีดการเก็บรักษา ,ชอบ BOTOX ในส่วนของประสิทธิภาพในการรักษา และชอบ DYSPORT ในเรื่องของเทคนิคใหม่ของของการฉีดที่ค่อนข้างจำกัดใช้ได้ดีเฉพาะบางยีห้อครับ(รายละเอียดอยู่ด้านล่าง) ….สรุปก็คือ ยี่ห้อไหนก็ได้ (แต่ผมไม่ค่อยชอบของ “เกาหลี” นะครับ ล่าสุดบางยี่ห้อของเกาหลีถูกถอดออกจากตลาดแล้วครับ) อยู่ที่ว่าคุณถนัดและมีเทคนิคในการฉีดแบบใหม่ๆหรือไม่ก็แค่นั้นครับ จงอย่ายึดติดกับยี่ห้อให้มากนัก อาจารย์ผมบางท่าน คลินิกของท่านไม่มีเลเซอร์สักเครื่อง แต่ท่านก็สามารถทำการรักษาฝ้าได้ผลดีมากๆ โดยใช่แค่ยาทากับยาทาน รวมถึงการใช้ Chemical Peeling เท่านั้น

๔.โบท็อก คือ อะไร

โบท็อกเป็นชื่อทางการค้า ชื่อจริงคือ โบทูลินั่ม ทอกซิน Botulinum มาจากคำว่า Botulism ซึ่งก็มาจากภาษาลาตินจากคำว่า Botulus แปลว่า ไส้กรอก Neurotoxin ก็คือพิษต่อระบบประสาท คำรวมๆคือมาจาก สารพิษจากไส้กรอกที่มีผลต่อระบบประสาท จากการค้นพบในช่วงปี 1897 โดย เอมิลแวน เอเมอเวงเจน คาบเกี่ยวกับบันทึกของ จัสตินัส เคอร์เนอร์ นักบันทึกการแพทย์ชาวเยอรมันที่บันทึกถึงพิษจากไส้กรอกที่เสีย ซึ่งเอมิลแวน ได้พิสูจน์ว่ามันคือพิษตัวเดียวกันที่สร้างมาจากแบคทีเรียกลุ่ม เชื้อ gram positive anaerobic bacteria (เชื้อแบคทีเรียกลุ่มแกรมบวก) ที่ชื่อ Clostridium botulinum ต่อมามีการสกัดสารนี้และพบว่าหน้าที่ของมันคือการยับยั้งการสื่อสารของระบบประสาทและกล้ามเนื้อ แล้วมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อนำมาใช้งานในด้านต่างๆ ไม่เว้นแต่ทางทหาร ซึ่งเคยมีรายงานการนำเอาพิษของ BoNT มาใช้ในสงครามโลกครั้งที่สอง และมีการทดลองทางทหาร จัดเป็นอาวุธเคมีชีวะภาพชนิดหนึ่ง ในด้านการแพทย์จากการที่พบว่า BoNT สามารถยับยั้งการหลั่งสารสื่อประสาทอย่างเฉพาะเจาะจงที่บริเวณ neuromuscular junction (NMJ หรือรอยต่อระหว่างเส้นประสาทกับกล้ามเนื้อ) ทำให้กล้ามเนื้อไม่ได้รับการกระตุ้นจากระบบประสาท กล้ามเนื้อจึงทำงานได้น้อยลงหรือทำงานไม่ได้เลยชั่วคราว รวมถึงทำให้ตาพร่า และปากแห้ง ตามระยะเวลาการทำงานของ BoNT ต่อมาในช่วงปี 1970-80 อลัน สก็อตต์ นำสารสกัดบริสุทธิ์ของ BoNT มาใช้ทดลองรักษาโรคทางตา ที่ชื่อว่า strabismus และ Blepharospasm โดยอาศัยหลักการการทำให้กล้ามเนื้อเฉพาะจุดทำงานน้อยลงและลดการหดเกร็งของกล้ามเนื้อ ต่อมามีการจัดจำแนกสารพิษนี้เป็น เจ็ดแบบคือ A-G โดยที่ A B และ E เป็นตัวหลักที่ทำเกิดพิษในมนุษย์ ส่วน C กับ D เป็นตัวหลักที่ก่อพิษในสัตว์ ในช่วงรอยต่อปี 1980-1990 โบท็อกซ์ได้ถูกพัฒนามาใช้ลดริ้วรอยเฉพาะตำแหน่งและมีการจดทะเบียนยาผ่าน FDA ของอเมริกาโดยบริษัท Allergan (จดในการนำมาใช้รักษา strabismus และ Blepharospasm) ต่อมาจึงนำมาพัฒนารักษาด้านความสวยงามอย่างมากมายจนในปัจจุบัน โดยหลักการคือการทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรงและมีการลดการทำงานลงนำมาซึ่งการลดริ้วรอยในส่วนต่างๆของใบหน้าเช่น รอยตีนกา รอยเหี่ยวย่นที่หน้าผาก รอบปาก ใต้ตา ระหว่างตา รอยย่นที่คอ หรือแม้แต่ยกคิ้ว ลดเหงื่อหรือลดกลิ่นที่มือ เท้า และรักแร้ รวมไปถึงลดขนาดกล้ามเนื้อใหญ่ๆ เช่น ลดขนาดกราม ลดขนาดน่องที่โต (ที่คนญี่ปุ่นชอบเรียกว่า น่องหัวใช้เท้า radish like-leg)

๕.Q: ถ้ากรามใหญ่จากไขมัน

เราสามารถฉีด เมโสเทราปี หรือ Mesotheraphy เมโสไขมัน หรือ ฉีดเมโสละลายไขมัน หรือพวก เซลลูเฟส(celluphase) คือ อะไร ละลายไขมันได้จริงหรือ ? A: ไม่จริงครับ ถ้าคุณมาดูที่กล่องของขวดเมโสชนิต่างๆหรือจะ เซลลูเฟส Meso , celluphase ที่ใช้ในการฉีด ที่อ้างกันว่า เป็นยาที่ฉีดเพื่อละลายไขมัน ฉีดปลูกผม ฉีดลดรูขุมขน ฯลฯ ในส่วนการลดไขมันที่ส่วนต่างๆของร่างกาย ที่เรียกกันว่า เมโสแฟท นั้น “ไม่ผ่าน อย ในการฉีด เพราะจดทะเบียนในรูปยาทา” ทั้งประโยชน์ ในการใช้และผลข้างเคียงที่อาจเกิด เพราะ เมโส ฯ ทั้งหลายเนี่ยไม่ว่าจะ ใช้กับ ผม รูขุมขน ลดไขมัน นั้น ใช้วิธีจดทะเบียน ยาในรูปเครื่องสำอางค์ เป็น ” ยาทา ” ไม่ใช่ สำหรับฉีด เลยครับ ….. นั่นหมายความว่าอย่างไร ง่ายๆครับ เป็นวิธีซิกเเซกที่นำยาทาที่สถานบริการหลายเเห่งมาใช้ฉีด ( เหมือนการร้อยไหมที่จดทะเบียน ในรูปไว้ใช้เย็บแผล แต่เอามาร้อยหน้ากันนั่นล่ะครับ อ่านเรื่องร้อยไหม ได้ที่ อันตรายร้อยไหม…. คิดก่อนทำ…. อ่านที่นี่ก่อนดีไหมครับ https://www.route035.com/webboard/index.php?topic=202.0 ) เพราะยาหลายๆตัว ถ้าจดทะเบียนในรูปยาทา มันผ่าน อย ง่ายๆๆๆ – ง่ายมาก แต่ถ้าจดทะเบียนในรูปยาฉีดล่ะก็ ไม่ผ่าน อย แน่นอน ครับ มันเป็นวิธีที่สมัยนี้นิยมกันเหลือเกิน แค่นี้ก็คงบอกเจตนาได้นะครับ ว่า การ “ฉีดเมโสแฟด เป็นเรื่องจริงหรือหลอกลวงครับ รวมถึงผลข้างเคียง อันตรายในอนาคต ” จริงอยู่บางที่อาจผสม เสตรียรอยด์ ( Triamcinolone acetonide ) ที่มีหน้าที่ละลายไขมันที่เราใช้ฉีดสิว มันก็ทำลายไขมันได้ เเต่ผลข้างเคียง ตัวใครตัวมันครับ

๖.แล้วเราจะรู้ได้ยังไง

ว่าเราเป็นคนหน้าใหญ่ที่เกิดจากกรามใหญ่ หรือไขมัน หรือ กระดูก -จริงๆง่ายมากนะครับ วิธีตรวจง่ายๆให้จับกรามทั้งสองข้างบริเวณด้านหน้า แต่ต่ำกว่าหู แล้วลองกัดกรามดูถ้าเป็นคนกรามใหญ่ กล้ามเนื้อบริเวณที่สัมผัสจะคลำได้เป็นก้อนทั้งสองข้างครับ

๗,นอกจากฉีดที่หน้าในคนไข้หน้าใหญ่จากกรามหรือกล้ามเนื้อ ยังมีวิธีอื่นอีกไหม

-มีครับ ปัจจุบันมีเทคนิคใหม่ ที่ฉีดบริเวณคอและบ่าร่วมด้วย คือฉีดทั้งกล้ามเนื้อกราม คอด้านข้างและกล้ามเนื้อบริเวณไหปล้า ที่เรียกว่า Masseter PAF Platysma Trapezius ครับ

๙. ข้อควรระวังหลังฉีด มีอะไรบ้าง

-ปัจจุบัน (สักพัก)แล้วที่เราไม่เชื่อเรื่องการนั่งฉีดแล้วห้ามนอน หรือห้าทานสุราครับ ปัจจุบันเราแค่พยายามเลี่ยงเรื่องความร้อนมากกว่าเท่านั้นครับ
โบท็อกกรามใหญ่
Scroll to top

© 2020 by AVELA Clinique. All rights reserved